
ศิลปแบบเขมร ( Histry of the Kamare Art style )
ชนชาติขอม (เรียกเขมรในปัจจุบัน) เป็นบรรพบุรุษของชนชาติกัมพูชาในปัจจุบัน
ในระยะหนึ่งชนชาติขอม (เรียกเขมรในปัจจุบัน) ได้เคยแผ่อำนาจเข้ามาในประเทศไทย ลาว
และแถบปากแม่น้ำโขง
ประวัติของอาณาจักรเขมรได้เริ่มต้นขึ้น ราวพุทธศตวรรษที่ 6
โดยเริ่มจากอาณาจักรชื่อ "ฟูนัน" (Funan) :ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของแหลมอินโดจีน
อาณาจักรฟูนัน (Funan) มีเมืองหลวงตั้งอยู่แถบเมืองบาพนม
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน
และต่อมาได้ขยายอาณาเขตไปยังแคว้นที่ชื่อเจนละ
ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประเทศกัมพูชานั่นเอง
โดยแคว้นเจนละได้เจริญขึ้นมาแทนอาณาจักรฟูนัน (Funan) ในเวลาต่อมา
โดยศิลปะเขมรที่ได้มมีกาารค้นพบประติมมากรรมเริ่มต้นจากศิลปะแบบพนมดา
ราวพุทธศตวรรษที่ 1100 หลังจากนั้นก็ได้มีการสืบทอดศิลปะอย่างต่อเนื่อง
ถึงศิลปะแบบกุเลน ซึ่งเป็นช่วงหัวต่อระหว่างก่อนสร้างเมืองนคร และแบบเมืองนคร
มาจนถึงศิลปะแบบนครวัด แบบบายน เจริญรุ่งเรืองสืบมา จนกระทั่ง ราวพุทธศตวรรษที่ 20
- 21 อาณาจักรเขมรจึงได้เสื่อมลงในที่สุด
ศิลปะแบบเขมร มีทั้งสถาปัตยกรรมที่ใช้วัตถุถาวร ใช้ไม้ และใช้วัตถุผสมทั้ง 2
ชนิด ปัจจุบันสถาปัตยกรรมที่ยังคงเหลือ คือสถาปัตยกรรมแบบที่สร้างด้วยอิฐและศิลา
โดยส่วนใหญ่มักเป็นสถาปัตยกรรมแบบปราสาท หรือศาสนสถาน ทั้งแบบหลังเดียวและหลายหลัง
ผมเองนั้นเดิมที่ตั้งใจที่จะศึกษาศิลปเขมรนั้นก็เพียงเพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวความรู้ที่จำเป็น ในการสะสมพระพุทธรูปและเทวรูปเขมร ละศิลปในแนวๆนี้แต่ต่อมาในภายหลังกลับพบว่าศิลปเขมรนั้นแบ่งย่อยลงไปอีกมาก มีทั้งงานหลวง ศิลปแบบชาวบ้าน ศิลปแบบผสมผสานจากวัฒนธรรมอื่นๆ อีกหลายประเภท (เมืองขึ้น)หากไม่ศึกษาอย่างละเอียดและรอบคอบโดยการแบ่งแยกอย่างชัดเจนนั้นจะไม่สามารถที่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ได้เลยครับ ผมจึงได้คัดลอกเรื่องราวจากตำราเพื่อเป็นการเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของศิลปอันเนื่องมาจากปัจจัยหลายๆอย่างดังนี้ครับ
การแบ่งศิลปะเขมรออกเป็นแบบต่าง ๆ ใช้การแบ่งตามความแตกต่างของศิลปะ
โดยสามารถแบ่งแยกได้ทั้งหมด 14 แบบดังต่อไปนี้

ก่อนสร้างเมืองพระนคร Before
The Empire
- ศิลปะแบบพนมดา (Phnom Da) ราวพุทธศตวรรษที่ 1100 - 1150 (6th Century)
ศิลปะแบบพนมดา (พุทธศตวรรษที่ 105)
Banomda style
ประติมากรรมแบบพนมดา ได้เริ่มต้นราวปลายยุคสมัยของอาณาจักรฟูนัน ซึ่งพบประติมากรรมแบบลอยตัวพอสมควร ศิลปะแบบพนมดานี้แสดงถึงการรับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบอินเดีย มีทั้งแบบสลักรูปมนุษย์สลักนูน และต่อมาได้มีการสลักรูปมนุษย์ลอยตัว แต่บริเวณลำตัวได้มีการสร้างวงโค้งเพื่อใช้รองรับแขนที่มีจำนวนมากกว่า 2 แขน และรองรับส่วนของลำตัวด้วย
ลักษณะของเทวรูปศิลปะแบบพนมดา
นั้นจะสังเกตุได้จากการแต่งกาย หมวกแบบทรงกระบอกทรงเตี้ย นุ่งผ้าโจงกระเบนสั้น ริ้วผ้าบนชายชั้นนอกแยกเป็นริ้วออกจากเข็มขัด มีวงโค้งรองรับพระกรทั้ง 8 ข้างรูปสลักโดยใช้ศิลาชิสต์นั้นปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาครับ
ศิลปะแบบพนมดาสามารถแบ่งได้ 2 แบบตามลักษณะการแต่งกาย
1. สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในยุคของพระเจ้ารุทรวรมัน กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรฟูนัน การแต่งกายคล้ายศิลปะแบบอินเดีย แบบคันธารราฐ และแบบเริ่มต้นของศิลปะแบบเขมร
2. การแต่งกายนุ่งผ้าโสร่งยาว หรือเรียกว่าโธตี ผ้านุ่งในลักษณะนี้มีชายผ้าห้อยลงมาทางด้านหน้า
ประติมากรรมในช่วงแรกยังคงไม่มีการตกแต่งด้วยเครื่องประดับเหมือนกับเขมรในช่วงหลัง ลักษณะของหมวกที่สวมมีแบบเดียวคือเป็นหมวกทรงกระบอกเตี้ยขอบด้านหลังเป็นเส้นตรง หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแบบวงโค้ง หรือเกล้าผม ในช่วงปลาย

ศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุก (Sambor Prei
Kuk Style) ราวพุทธศตวรรษที่ 1150 - 1200 (6th -
7th Century)
เป็นยุคสมัยที่ตรงกับสมัยเจนละ ปกครองโดยพระเจ้าอีสานวรมัน ซึ่งทำการยึดอาณาจักรฟูนันไว้ได้ ทำให้อาณาจักรฟูนันค่อย ๆ เสื่อมลง จนกระทั่งสูญสิ้นไป หลังจากนั้นจึงได้สถาปนาอาณาจักรขึ้นใหม่ชื่อ "อีศานปุระ" (เรียกตามแบบศิลาจารึก) :ซึ่งสีนนิษฐานว่าคือสมโบว์ไพรกุก ที่เรียกกันโดยทั่วไปในปัจจุบัน
ลักษณะของประติมากรรมรูปมนุษย์
หรือเทวรูปแบบนุ่งโธตีได้หายไป คงเหลือแต่ผ้าโจงกระเบนสั้นเท่านั้น
วงโค้งที่ใช้ยึดมีขนาดเล็กลง เครื่องแต่งกายยังคงแบบพนมดาไว้
แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเล็กน้อย ทรงผมที่พบเห็น ประกอบด้วยผมหยิกสลวย
และหมวกรูปทรงกระบอก ซึ่งขอบหลังโค้งลงบนท้ายทอย
ส่วนประติมากรรมรูปผู้หญิง มีทั้งแบบผสมผสานศิลปะแบบอินเดีย
เนื่องจากได้รับอิทธิพลต่อกันมา และประติมากรรมเพศหญิงบางรูป อาจมีลักษณะยืนตรง
ประดับด้วยเข็มขัดเพชรพลอย ซึ่งแตกต่างไปจากศิลปะแบบพนมดาค่อนข้างมาก
ศิลปแบบไพรเมง
ราวพุทธศตวรรษที่ 1180 - 1250 (6th - 7th Century)
ช่วงอายุของศิลปะแบบนี้มีช่วงอายุยาวนานกว่า 100 ปี สามารถพบเห็นศิลปะแบบนี้จำนวนมาก มีทั้งเป็นงานประติมากรรมที่มีความสวยงามมาก ไปจนถึงประติมากรรมแบบฝีมือหยาบ อีกทั้งยังมีการนำเอาศิลปะของอินเดีย และชวาเข้ามาผสมด้วย
ประติมากรรมยังคงรักษาวงโค้งที่ใช้รองรับพระนารายณ์ โดยยึดเฉพาะสองแขนด้านบนเท่านั้น วงโค้งในประติมากรรมแบบนี้มีขนาดเล็กลง ในตอนปลายมีความพยายามที่จะทำให้เป็นประติมากรรมแบบลอยตัวทั้งหมด
ยกตัวอย่างเช่นเทวรูปหริหราที่ปราสาทอันเดต ซึ่งมีความแตกต่างจากประติมากรรมที่ปราสาทตระพังพงที่ยังปรากฏวงโค้งไว้ลักษณะการแต่งกาย ของประติมากรรมแบบนี้มีหลากหลายแบบ เช่นประติมากรรมที่ปราสาทอันเดต (Phrasat Andet)
รูปพระหริหระเปรียบเทียบกับพระนารายณ์ที่ปราสาทตระพังตอตึงไถง เครื่องแต่งกายโดยทั่วไป ปลายชายพกบนต้นขาด้านซ้าย ชายพกด้านหน้าสลักคล้ายสมอเรือ เข็มขัดคาดอยู่นอกผ้านุ่ง และชายกระเบนด้านหลังที่สลักรูปคล้ายสมอเรือได้หายไปในศิลปะแบบนี้ทรงผมมีลักษณะพิเศษสืบทอดกันไปจนถึงศิลปะแบบกุเลน เช่นหมวกทรงกระบอกด้านหลังยาวลงมาคลุมท้ายทอย และมีแนวเล็ก ๆ บริเวณขอบล่าง ซึ่งเป็นต้นแบบของหมวกที่มีกระบังหน้า การเกล้าผมยึดแบบเก่า ทรงผมที่เกล้าแคบ และได้รับเอาอิทธิพลแบบชวาเข้ามาผสม


ช่วงหัวต่อ
ศิลปะแบบกุเลน ( Kulen Style ) ราวพุทธศตวรรษที่ 1370 - 1420 (8th - 9th Century)
เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ
ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประติมากรรมในระยะนี้แสดงออกถึงความลังเลใจและความไม่แน่นอนทางการเมืองของช่างชาวเขมร
เช่นการแต่งกาย การนุ่งโจงกระเบน ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ โดยแบบที่ 1
มีชายพกซึ่งมีขอบด้านบนเป็นจีบริ้ว อีกแบบหนึ่งไม่มีชายพก
มีเพียงแต่ผ้าห้อยเป็นรูปคล้ายสมอเรืออยู่ข้างหน้า
เครื่องแต่งกายและประติมากรรมในช่วงนี้แตกต่างกันออกไป ดังเช่นรูปพระนารายณ์ ซึ่งตั้งแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส การแต่งกายคือมีชายผ้าซ้อนกัน 2 ชั้นเป็นรูปสมอเรือ มีชายพกที่ต้นขาด้านซ้าย สลักอย่างคร่าว ๆ
โดยทั่วไปประติมากรรมแบบนี้ส่วนใหญ่จะพบในศิลปะแบบรุ่นหลังกว่านี้ คือ ศิลปะแบบพะโค (Phreah Ko) ส่วนประติมากรรมแบบอื่น ๆ จะไม่มีผ้าห้อยรูปสมอเรือลงมาด้านหน้า ทำให้บ่งบอกได้ว่า ศิลปะในระยะนี้ยังไม่มีความลงตัวมากนัก เนื่องจากเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างสมัยก่อนสร้างเมืองพระนคร กับสมัยเมืองพระนคร
ประติมากรรมส่วนใหญ่ ล้วนสวมหมวกทรงกระบอก ไม่ปิดขมับ ส่วนในช่วงปลายของศิลปะแบบกุเลนพบว่ามีบ้างที่สร้างเทวรูป แบบมีกระบังหน้าเล็กน้อย สวมพร้อมกับมงกุฎทรงเตี้ย สำหรับศิลปะแบบนี้แต่กลับพบว่าไม่ปรากฏเทวรูปสตรีเลย แม้แต่เพียงรูปเดียว

sanstone Art of Bakeang style (9th Century)
สมัยพระนคร
เป็นช่วงที่อาณาจักรเขมรนั้นรุ่งเรืองขีดสุดความอลังการของวัตถุและสิ่งก่อสร้างนั้นยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อนมากกว่าสมัยไดๆทั้งหมดครับ



ศิลปแบบพะโค
ราวพุทธศตวรรษที่ 1420 - 1440 (9th Century)
เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ สำหรับศิลปะแบบพระโค จากการพิจารณาศิลปะแบบพระโค
พบว่าผู้สร้างศิลปะแบบนี้มีความมั่นใจในการสร้างประติมากรรมมากขึ้น กว่าแบบกุเลน
ช่างผู้สร้างประติมากรรมสามารถสร้างประติมากรรมรูปลอยตัวโดยมิต้องสร้างวงแหวนเพื่อคอยรองรับแขน
จำนวน 4 ข้าง อีกต่อไป ประติมากรรมในช่วงเวลานี้มีลักษณะค่อนข้างอ้วน
ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายศิลปะแบบกุเลน ปรากฏหนวดเคราบนใบหน้าบุรุษ
ซึ่งเรียกได้ว่าพบเคราบนใบหน้าบุรุษเป็นครั้งแรกที่ศิลปะแบบนี้
ส่วนประติมากรรมสตรียังคงความงดงามเช่นเดิม แต่ใบหน้าค่อนข้างใหญ่
ส่วนการแต่งกาย เทวรูปชายนุ่งโจงกระเบน มีขอบผ้าด้านล่างตัดเป็นแนวตรง
สลักปลายชายพกที่ขาด้านซ้ายชัดเจนกว่าแต่ก่อน
และมีชายผ้ารูปสมอห้อยลงมาด้านหน้ากระบังหน้ามีความยุ่งยอกซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
คือมีลายบัวขาบคั่นอยู่ระหว่างลายใบไม้บนยอดกระบัง
ส่วนการเกล้าผมของเทวรูปบางองค์เป็นมวยรูปทรงกระบอกแคบ มีผมเป็นวงโค้งเล็ก ๆ
ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ

(ศิลปเขมรในสมัยต่อมาที่จะอธิบายเพิ่มเติม)
ที่มาข้อมูล ศิลปขอม หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิสกุล
datapicture thankyou for The Lost city of Angkor, Part II